เดือนมิถุนายนร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และสาเหตุก็คืออาหารของเรา

ข้อมูลจากองค์การอวกาศยุโรป (European Satellite Agency) ระบุว่าเดือนมิถุนายน 2019 ถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในเท่าที่มีการบันทึกไว้ อุณภูมิสูงกว่าปกติถึง 2 องศาเซลเซียส ประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และทางตอนเหนือของสเปน อุณหภูมิสูงว่าปกติ 6-10 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยโดยรวมทั้งโลกแล้วไม่เคยสูงเท่านี้มาก่อน

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมประเทศฝรั่งเศสและหลายประเทศในยุโรปและกินเวลาหลายวันนั้นมีความเป็นไปได้ในการเกิดขึ้น 5 ถึง 100 เท่า เพราะภาวะโลกร้อน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก

แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงก็คงจะไม่ใช่

ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1988 โดยเจมส์ แฮนเซ่น นักฟิสิกส์จากองค์การนาซ่า และเป็นหัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันใน Earth Summit การประชุมสุดยอดโดยองค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและการพัฒนาซึ่งจัดขึ้นในกรุงริโด เดอ จาเนโร เมื่อปี 1992

แต่ภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนนั้นเพิ่งเห็นชัดเจนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และก็ได้กลายเป็นหัวข้อที่คนพูดถึงอย่างมากไปทั่วโลก แม้จะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ปฏิเสธว่าภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นจริง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีความเห็นตรงกันแล้วว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง และเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์กว่า 97 % ที่เขียนบทความตีพิมพ์เห็นตรงกันดังนั้น

ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดภัยพิบัติหลายอย่าง นอกจากอากาศจะร้อนขึ้นแล้ว ก็ยังทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้แผ่นน้ำแข็งละลายและมีขนาดเล็กลง ธารน้ำแข็งละลายลงเรื่อยๆ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำทะเลมีภาวะเป็นกรด และทำให้ในบางพื้นที่เผชิญภาวะอากาศร้อนจัดและภาวะแล้งอย่างรุนแรง ในขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ ในโลกอาจต้องเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม

แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุ?

นี่คงเป็นความจริงแสนขมที่เราต้องกล้ำกลืนและยอมรับให้ได้ การปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 14.5 ถึง 18 เปอร์เซ็นต์จากก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ รายงานจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่าการผลิตเนื้อวัวปล่อยก๊าซเรือนกระจก 44 เปอร์เซ็นต์จากก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในภาคการปศุสัตว์ ส่วนอุตสาหกรรมผลิตนมปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20 เปอร์เซ็นต์ กระบวนการทุกอย่างล้วนมีส่วนสร้างก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่การปลูกพืชเพื่อนำมาเป็นอาหารให้กับปศุสัตว์ การย่อยอาหารและปล่อยก๊าซจากวัว กระทั่งก๊าซจากมูลวัวและกระบวนการจัดการของเสีย

สรุปง่ายๆ ก็คือ การปศุสัตว์นี่เองที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด มากกว่าก๊าซเรือนกระจกจากภาคการคมนาคมทั้งหมดรวมกันเสียอีก ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าเราต้องเลิกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แต่น้อยคนนักที่จะนึกถึงภาคการปศุสัตว์

ในปี 2016 บริษัทผู้ผลิตเนื้อรายใหญ่ที่สุดในโลกสามราย ได้แก่ เจบีเอส คาร์กิล และไทสัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าประเทศฝรั่งเศสทั้งประเทศ บริษัทผู้ผลิตเนื้อวัวและนมวัวรายใหญ่ที่สุดห้ารายของโลก ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันมากกว่าบริษัทผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเช่นเอ็กซซ่อน เชลล์ และบีพี

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

การปศุสัตว์ยังส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีก ทราบไหมว่าพื้นที่เพื่อการเกษตร 75 เปอร์เซ็นต์ (เท่ากับพื้นที่ของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน สหภาพยุโรป และประเทศออสเตรเลียรวมกัน) ใช้เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตเนื้อและนมวัว พื้นที่เหล่านี้เคยเป็นป่า และถูกหักล้างถางพงเพื่อผลประโยชน์เชิงพาณิชย์

ที่แย่ไปกว่านั้นคือความจริงที่ว่าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนมวัว ให้แคลอรี่เพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และให้โปรตีนเพียง 37 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างเสียเปล่าเป็นอย่างยิ่ง

รายงานจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า น้ำจืดกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ถูกนำไปใช้ในการปศุสัตว์ พืชส่วนใหญ่ที่ปลูกได้ถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ การปลูกพืชก็ต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าปศุสัตว์ใช้น้ำเป็นจำนวนมหาศาล

ทางแก้ปัญหา

นาซ่ากล่าวว่า แม้เราจะหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกวันนี้ ภาวะโลกร้อนก็จะยังเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ อีกหลายทศวรรษ หรือาจจะถึงหลายศตวรรษ

ข่าวดีก็คือ ยังไม่สายเกินไปที่จะหยุดยั้งหรือชะลอผลกระทบจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หากเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน

รัฐบาลจะต้องออกนโยบายสาธารณะเพื่อรับมือกับปัญหานี้ และบริษัทต่างๆ ก็ควรมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วย ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมจะต้องเป็นวาระแห่งชาติและถือเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ไม่ใช่ประเด็น “พิเศษ” อีกต่อไป

ส่วนคนธรรมดาอย่างเราก็ต้องทำสิ่งที่ทำได้เพื่อรับมือกับปัญหานี้ เนื่องจากการปศุสัตว์เป็นอุตสาหกรรมหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่งที่เราจะต้องหยุดบริโภคเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์อื่นๆ รวมทั้งนมและไข่

สารอาหารทุกอย่างที่ร่างกายเราต้องการมีในพืช อีกทั้งยังมีเมนูอาหารอร่อยๆ อีกมากมายที่ไม่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นส่วนประกอบ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราต้องบริโภคสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ต่อไป