โรคระบาดจากสัตว์ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ สั่งฆ่าหมูแล้วนับล้านตัว

เชื้อไวรัสติดต่อร้ายแรงในหมูกำลังระบาดไปทั่วโลก ชื่อของมันคือโรคไข้หวัดหมูแอฟริกัน (African Swine Fever- ASF) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โรคอีโบล่าหมู” นี่ไม่ใช่โรคใหม่ แต่ถือเป็นการระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศระบุว่าเกิดการระบาดทั่วโลกพร้อมกันกว่า 6000 จุด ทำให้นักวิชาการสรุปว่าเป็นการระบาดของโรคในสัตว์ครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ร้ายแรงกว่าโรควัวบ้าเสียอีก!

โรคนี้ระบาดไปทั่วทวีปเอเชีย ทำให้หมูนับล้านชีวิตในเวียดนามและกัมพูชาถูกสั่งฆ่า ส่วนประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดในเอเชียอยู่ในสถานการณ์ “วิกฤต”

เชื้อไวรัสติดต่อได้จากการสัมผัสกับสัตว์โดยตรง การจัดจำหน่ายเนื้อหมูที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อน เสื้อผ้า และยานพาหนะ หรืออาจมีแมลงเช่นเห็บเป็นพาหะก็ได้ เชื้อไวรัสนี้มีความทนทานสูงแม้กระทั่งภายใต้สภาพแวดล้อมที่สาหัส หากพูดให้เห็นภาพ หลังจากผ่านกระบวนการต่างๆ การบรรจุ การขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่ติดเชื้อไวรัสตั้งแต่ต้นกำเนิดก็ยังอาจะแพร่เชื้อต่อได้

แม้ไวรัสไข้หวัดหมูแอฟริกันจะไม่เป็นอันตรายต่อคน แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กล่าวว่าความคล้ายกันด้านชีวภาพระหว่างหมูกับคนอาจะทำให้เชื้อกลายพันธุ์และทำให้ไวรัสกลายเป็นเชื้ออันตรายได้

การปศุสัตว์เป็นภัยต่อความปลอดภัยด้านอาหารและสาธารณะสุข

รายงานจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า “70 เปอร์เซ็นต์ของโรคใหม่ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นโรคที่มีต้นกำเนิดจากสัตว์ และอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการที่สูงขึ้นของมนุษย์ที่จะนำผลิตภัณฑ์จากสัตว์มาเป็นอาหาร”

นี่ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นภัยต่อความปลอดภัยด้านอาหารของโลก “สุขภาพของปศุสัตว์เป็นจุดอ่อนสำคัญในการคงความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของโลก เราต้องจัดการโรคตั้งแต่ต้นกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์” คือข้อความที่ระบุไว้ในรายงานของFAO อีกไม่นานเราก็คงจะได้เห็นกัน

วีธีการเลี้ยงหมูอธิบายได้หลายอย่าง

ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ หมูจะเลี้ยงในระบบการเลี้ยงแบบปิดและเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกว่าฟาร์มอุตสาหกรรม หมายความว่าหมูจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ในโรงเลี้ยงที่แออัดจนขยับตัวไปไหนแทบไม่ได้ พวกเขาถูกกระทำเหมือนเป็นเครื่องจักร สภาพความเป็นอยู่ไม่มีแม้กระทั่งสุขอนามัยพื้นฐาน หรือการดูแลสุขภาพพื้นฐานจากสัตวแพทย์

เป็นที่ยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมากมายมาเป็นเวลานานแล้ว ว่าความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มอุตสาหกรรม ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวนี้รวมถึงโอกาสกลายพันธุ์ของเชื้อ เมื่อมีเชื้อเล็ดรอดเข้าไปในฟาร์มขนาดยักษ์ เชื้อก็อาจแพร่ไปได้อย่างรวดเร็วในโรงเลี้ยงที่มีความแออัดสูง แล้วด้วยความที่มีสัตว์จำนวนมากก็หมายความว่าสัตว์ที่ติดเชื้อก็มีจำนวนมากไปด้วย สัตว์ยังมีโอกาสป่วยสูงเนื่องจากความเครียดที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัด ปิดทึบ และไร้มนุษย์ธรรม ฟาร์มอุตสาหกรรมอยู่ได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ให้ยาปฏิชีวนะแก่สัตว์เป็นประจำ และนี่เองทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อ

อีกสาเหตุหนึ่งคือการนำขยะมาให้หมูกิน คุณอ่านถูกแล้วแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย การเอาเศษอาหารเหลือมาให้หมูกินเป็นเรื่องปกติ แต่ที่อื่นๆ ในโลกก็มีด้วยเหมือนกัน ด้วยสภาพการปนเปื้อนของเชื้อในห่วงโซ่อุปทานเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์แล้ว ก็คงจะเห็นภาพกันได้เป็นอย่างดีว่าการเอาเศษอาหารให้หมูกินเป็นวงจรที่ครบครันสำหรับการระบาดของโรค ไม่น่าแปลกใจเลยที่มีโรคระบาดอย่างไข้หวัดหมูแอฟริกันเกิดขึ้น

เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ก็คือ...สัตว์! การระบาดครั้งนี้ทำให้หมูในประเทศจีนและเวียดนามถูกสั่งฆ่าไปแล้วกว่า 3 ล้านชีวิต เพราะวิธีการควบคุมการระบาดมีวิธีเดียวเท่านั้นคือฆ่าทิ้ง กำจัดศพ และฆ่าเชื้อ

ลองคิดถึงความเสี่ยงเหล่านี้ดู และเหนือสิ่งอื่นใด อยากให้ลองคิดถึงสัตว์เหล่านี้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานในอุตสาหกรรมอาหาร เราอยากขอเชิญให้คุณมาลองกินอาหารที่เป็นมิตรตต่อสัตว์มากขึ้น ซึ่งก็คืออาหารแบบวีแกน ร่างกายของเราไม่ต้องการอาหารจากสัตว์ เช่นเนื้อสัตว์ ปลา นม หรือไข่เลย เพื่อที่จะให้สุขภาพแข็งแรง

อยากเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวเพื่อเผยแพร่ไลฟ์สไตล์แบบวีแกนหรือไม่ ขอเชิญมาเป็นอาสาสมัครกับเรา www.sinergiaanimalthailand.org/Jobs