รัฐสภายุโรปลงคะแนนท่วมท้น ผ่านร่างแบนกรงขังในการปศุสัตว์

รัฐสภายุโรปได้ผ่านร่างมติให้สั่งห้ามการใช้กรงขังสัตว์ในการทำปศุสัตว์หลังจากที่มีการลงคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้ยุติวิธีปฏิบัติเช่นนี้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ มติครั้งนี้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 558 เสียง ไม่เห็นชอบ 37 เสียง และงดออกเสียง 85 เสียง


การลงมติรับร่างกฎหมายในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการรณรงค์เรียกร้อง End the Cage Age หรือเรียกเป็นภาษาไทยได้ว่า “หมดยุคของกรงขัง” ซึ่งรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนได้มากกว่า 1.4 รายชื่อจากพลเมืองสหภาพยุโรปจากอย่างต่ำ 18 รัฐสมาชิก เพื่อเรียกร้องให้ยุติการใช้กรงขังในฟาร์มภายในปี พ.ศ. 2570


แม้สหภาพยุโรปจะสั่งห้ามการใช้กรงตับแล้ว แต่นักเคลื่อนไหวเพื่อสัตว์ยังเห็นว่าสหภาพยุโรปยังคงปล่อยให้มีการใช้กรงลักษณะที่เรียกว่า “enriched” cage (หมายถึงกรงที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้สัตว์บ้างเล็กน้อย) ซึ่งนักเคลื่อนไหวเห็นว่าไม่ใช่มาตรฐานที่ยอมรับได้ เมื่อปี 2019 แม่ไก่ในอุตสาหกรรมไข่ไก่กว่า 50% ในสหภาพยุโรปยังคงอยู่ในระบบกรงแบบ “enriched” ในระบบกรงแบบ “enriched” หรือ “furnished” แม่ไก่จะต้องใช้ทั้งชีวิตอยู่ในพื้นที่แคบๆ ทำพฤติกรรมตามธรรมชาติขั้นพื้นฐานเช่นการคลุกฝุ่น หรือกระพือปีก ได้อย่างจำกัด ส่วนสัตว์สายพันธุ์อื่นๆ เช่น กระต่าย หมู ลูกวัว ห่าน และนกกระทา ก็ยังคงถูกขังอยู่ในกรง “เราประเมินตัวเลขไว้คร่าวๆ และตัวเลขนี้เป็นเพียงการประเมินขั้นต่ำเท่านั้น ว่าตอนนี้ในยุโรปมีสัตว์ในฟาร์มกว่า 300 ล้านชีวิต ต้องใช้ทั้งชีวิตในกรงขังในแต่ละปี” โอลกา คิโค ผู้นำองค์กร Compassion in World Farming ประจำยุโรป และหนึ่งในผู้นำการรณรงค์ครั้งนี้กล่าว


ข้อมูลจากองค์กร Compassion in World Farming ระบุว่า “มีคนจำนวนไม่มากนักที่ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องความถูกต้องให้สัตว์ในฟาร์ม” งานวิจัยโดยศูนย์ข้อมูลและงานวิจัยแห่งสหภาพยุโรป (Publications Office of the European Union) ระบุว่าพลเมืองสหภาพยุโรป 94% เชื่อว่าการคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มเป็นประเด็นสำคัญ และอีก 82% เห็นว่าสัตว์ในฟาร์มควรได้รับการคุ้มครองมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ “ไม่ว่าจะเป็นแม่ไก่ผู้ซึ่งอยากจะกางปีก จนถึงแม่หมูผู้ซึ่งอยากจะดูแลลูกๆ โดยไม่ต้องอยู่ในกรงขัง และกระต่ายซึ่งอยากได้พื้นที่กระโดดไปมา พวกเขาทุกชีวิตจะได้รับโอกาสได้มีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิม” องค์กรกล่าวไว้ในรายงาน


องค์กรซิเนอร์เจีย แอนิมอลยินดีกับการผ่านร่างมติในครั้งนี้ “เราทำงานกับบริษัทหลายแห่งเพื่อยุติการใช้กรงขังในสายการผลิตขนาดใหญ่ ทั้งในลาตินอเมริกาและเอเชีย แต่เราทราบดีกว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เป็นไปได้ว่าการผ่านร่างกฎหมายเช่นนี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะผู้บริโภคได้รับข้อมูลมากขึ้น และไม่อยากเห็นว่าอาหารที่ตนซื้อใช้กระบวนการผลิตที่ไม่มีศีลธรรมอย่างนี้” คุณพิชามญชุ์ ธมะสุข ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและการมีส่วนร่วมขององค์กรจาก ซิเนอร์เจีย แอนิมอลกล่าว


เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรณรงค์ “End the Cage Age” (หมดยุคของกรงขัง) ได้ที่นี่ และลงชื่อเป็นอาสาสมัครกับเรา เพื่อร่วมต่อสู้ยุติกรงขังในประเทศไทยได้ที่นี่