เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามา สวัสดิภาพสัตว์ควรมีที่ยืนในนโยบายอย่างไร?
- Feb 6
- 1 min read
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง นโยบายสาธารณะหลากหลายประเด็นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควร นั่นคือสวัสดิภาพสัตว์ โดยเฉพาะสำหรับสัตว์ในฟาร์ม
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนแปลง
ในเดือนที่ผ่านมา ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ได้ทำงานร่วมกับผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์สวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นไม่เพียงประเด็นด้านจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการค้า ที่เกิดจากระบบการเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มในปัจจุบัน
ความเป็นจริงของการผลิตไข่จากระบบขังกรงในประเทศไทย
อุตสาหกรรมไข่ไก่ของประเทศไทยยังคงพึ่งพาระบบการเลี้ยงแม่ไก่ไข่แบบขังกรงเป็นหลัก ปัจจุบันมีแม่ไก่ไข่มากกว่า 51.55 ล้านตัว ถูกขังอยู่ในกรง ซึ่งมีพื้นที่น้อยกว่ากระดาษขนาด A4 หนึ่งแผ่น
ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบเช่นนี้ แม่ไก่ไม่สามารถเดินได้อย่างอิสระ กางปีก เกาะคอน หรือแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติพื้นฐานได้ ส่งผลให้ต้องเผชิญกับความเครียดและความทุกข์ตลอดชีวิต ซึ่งขัดกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย ซึ่งผลิตไข่มากกว่า 65% ของโลก ระบบขังกรงยังคงแพร่หลาย และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นจากความเชื่อมโยงกับปัญหาสวัสดิภาพสัตว์และความเสี่ยงด้านสาธารณสุข
ทำไมระบบขังกรงจึงยังเป็นปัญหา
สวัสดิภาพสัตว์
การเลี้ยงในพื้นที่จำกัดนำให้ชีวิตสัตว์ไปสู่ความเครียดเรื้อรัง การบาดเจ็บ ระบบที่จำกัดการเคลื่อนไหวของสัตว์ตลอดชีวิต ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยของอาหาร
ระบบการเลี้ยงสัตว์แบบนี้มักจะพึ่งพาการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากเพื่อป้องกันการระบาดของโรค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance) ระดับโลก ปัจจุบันมากกว่า 70% ของยาปฏิชีวนะที่จำหน่ายทั่วโลกถูกใช้ในสัตว์ในฟาร์ม ทำให้การรักษาการติดเชื้อในมนุษย์ยากขึ้น และในบางกรณีอาจไม่สามารถรักษาได้
ความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการแข่งขัน
ตลาดโลกกำลังเปลี่ยนแปลง บริษัทผลิตอาหารหลายประเทศ ผู้ค้าปลีก และเครือโรงแรมระดับนานาชาติหลายแห่งได้ประกาศนโยบายจัดหาไข่ปลอดกรง 100% แล้ว โดยมีกรอบเวลาการยุติการใช้ไข่จากระบบกรงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
หากประเทศไทยไม่ปรับตัว ผู้ผลิตในประเทศอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสทางการตลาด ทั้งในตลาดพรีเมียมภายในประเทศและตลาดส่งออกระหว่างประเทศ ผู้ผลิตที่ไม่สามารถตอบสนองมาตรฐานไข่ไม่ขังกรงอาจเผชิญกับความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงและส่วนแบ่งตลาดที่หดตัว
ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศและผลกระทบด้านการค้า
มาตรฐานการผลิตอย่างมีจริยธรรมถูกนำมาพิจารณามากขึ้นในดัชนีความยั่งยืน ความสัมพันธ์ทางการค้า และนโยบายจัดซื้อจัดจ้าง ในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ ประเทศไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ หากยังคงพึ่งพาระบบที่ถูกมองว่าล้าสมัยและส่งผลเสียต่อสวัสดิภาพสัตว์
เหตุใดนโยบายจึงสำคัญ และอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่อาจอาศัยเพียงความสมัครใจของภาคเอกชนเท่านั้น นโยบายสาธารณะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของระบบอาหารและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้กำหนดนโยบาย ได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดพื้นที่สนทนาในประเด็นนี้ เช่น
“ประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อการเกษตร เป็นเรื่องที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง และการพูดคุยกับองค์กรภาคประชาชนช่วยให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย” - พรรคประชาชน
ขณะที่พรรคประชาธิปัตระบุว่า “เรามองเห็นทิศทางของสังคมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของสัตว์มากขึ้น และประเด็นนี้ควรถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”
หนึ่งในแนวทางเชิงนโยบายที่มีศักยภาพคือ การใช้นโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานของรัฐให้คำมั่นในการจัดหาไข่ปลอดกรง ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาด ส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้แก่ผู้ผลิต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม
นอกจากนี้ นโยบายที่สนับสนุนการรับรองมาตรฐาน ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งช่วยส่งเสริมการผลิตที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารให้แก่ผู้บริโภคในประเทศและผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศ
อนาคตของสัตว์ฟาร์มควรเป็นแบบไหน
ในอนาคตที่ปราศจากการใช้กรง แม่ไก่ไข่นับสิบล้านชีวิตจะมีพื้นที่ในการเดิน กางปีกอย่างเต็มที่ เกาะคอน และมีความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงที่ชีวิตสัตว์เท่านั้น
ระบบการเลี้ยงปลอดกรงสอดคล้องกับแนวคิด One Health และ One Welfare ซึ่งตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้บริโภค นี่หมายถึงความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหาร สำหรับผู้ผลิต นี่คือโอกาสในการเข้าถึงตลาดสมัยใหม่ที่ให้คุณค่ากับความยั่งยืนและการผลิตอย่างมีจริยธรรม
การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตไข่จากระบบไม่ใช้กรงยังเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมและการลงทุนด้านเทคโนโลยีฟาร์ม ช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระบบอาหารโลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อประเทศไทยเข้าใกล้การเลือกตั้ง เราเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่ประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์ม เริ่มจากนโยบายผลักดันการใช้ไข่ปลอดกรง ควรถูกบรรจุในบทสนทนานโยบายสาธารณะ
การตัดสินใจในวันนี้จะกำหนดอนาคตของระบบอาหารไทยไปอีกหลายปี



















Comments